วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

วัดสาวชะโงกจังหวัดฉะเชิงเทรา

ประวัติวัดสาวชะโงก

ชื่อ "วัดสาวชะโงก" นี้ มีประวัติกล่าวถึงที่มาว่า มีเจ้าสาวคนหนึ่งได้ชโงกออกมาทางหน้าต่างของเรือน เพื่อดูเรือขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวที่ยกมาสู่ขอจากปราจีนบุรีในวันแต่งงาน แต่ด้วยเหตุบังเอิญเจ้าสาวได้พลัดตกจากเรือน ซึ่งเรือนนี้เป็นเรือนโบราณมีใต้ถุนสูงจึงทําให้เจ้าสาวเสียชีวิต จึงเป็นที่มาของชื่อ "สาวชะโงก" ดังคํากลอนที่ได้มีผู้แต่งไว้ตอนหนึ่งว่า

ตามตํานาน บอกเล่า บ้านสาวชะโงก เกิดเรื่องโศก แสนเศร้า กับสาวสวย
รักกับหนุ่ม รูปหล่อ มีพ่อรวย พระพรหมช่วย ลิขิต ชีวิตมา
ได้ฤกษ์งาม ยามดี มีขันหมาก ยกมาจาก เมืองปราจีน สิ้นกังขา
ขบวนเรือ ใหญ่น้อย เคลื่อนคล้อยมา ตามสัญญา ให้ไว้ ไม่ละเลย

เสียงประทัด ปึงปัง ดังสนั่น เป็นสัญญา ล่วงหน้า มาแล้วเหวย
แวะพักวัด จัดขนม ทั้งนมเนย แดดร้อนเลย กางล่มงาม ไว้สามคัน
วัดนี้จึง มีนาม ว่าสามร่ม คนนิยม จอดเรือ เพื่อสังสรรค์
มีเภตรา ลําใหญ่ เป็นสําคัญ ด้วยปูนปั้น เด่นสง่า ริมวารี

ฝ่ายเจ้าสาว อยู่เรือนไทย ได้ทราบข่าว ว่าเจ้าบ่าว มาใกล้ ไม่หน่ายหนี
ชะโงกหน้า ชะเง้อกาย ไม่รอรี อยากเห็นพี่ เพียงซักนิด คิดในใจ
ด้วยตื่นเต้น ดีใจ ไม่ระวัง จึงพลาดพลั้ง ชีวา ต้องหาไม่
พลัดตกจาก หน้าต่างพลัน ในทันใด ส่งผลให้ ต้องด่าวดิ้น สิ้นชีวี

งานวิวาห์ มาล่ม ต้องล้มเลิก บ้างโทษฤกษ์ โทษยาม ตามวิถี
เรือนหอร้าดง คู่รัก ผู้ภักดี เห็นควรที่ ถวายวัด ตัดสินใจ
จึงก่อสร้าง อาราม นามสาวชะโงก ให้คลายโศก น้อมจิตร อุทิศให้
แด่แม่ดวง ยิหวา ยอดยาใจ วิญญาณได้ เป็นสุข ทุกคืนวันฯ

<



วัดสาวชะโงก เป็นวัดสังกัดมหานิกาย ได้ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ ปีวอก พ.ศ.๒๓๕๖ โดยนายนุช นางยัง ชาวคลองสองพี่น้อง อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ได้เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัด โดยก่อสร้างวัดขนาดเล็ก มีกุฏิพระภิกษุหลังคามุงด้วยจาก ต่อมาเมื่อประมาณพ.ศ.๒๓๘๐ ทางวัดและญาติโยมจึงได้ดําเนินการก่อสร้างพระ
อุโบสกก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๘ เมตร และกุฏิพระภิกษุ แต่ผู้สร้างมีทุนทรัพย์น้อยประกอบกับความเจริญยังมาไม่ถึงทําให้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูณ์ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๓๗๒ ขุนพัส (รั้ง). ได้ร่วมกับชาวบ้านดําเนินการปฏิสังขรณ์วัดเพิ่มเติมขึ้นอีก และได้ทําการผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ.๒๓๙๒ ซึ่งในเวลานั้น พระอธิการสังข์เป็นเจ้าอาวาส
ปี พ.ศ. ๒๓๙๖ พระอธิการสังข์ได้มรณภาพลง เจ้าอาวาสองค์ต่อมา พระอธิการขิก ซึ่งในสมัยที่อธิการขิก เป็นเจ้าอาวาสนั้น ได้ดําเนินการก่อสร้างมณฑปเพื่อประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจําลอง โดยมีพระในวัดและชาวบ้านช่วยกันสร้างในปี พ.ศ.๒๔๒๐

ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระอธิการขิกได้มรณภาพลง และได้ปลงศพ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อมาคณะลูกศิษย์ได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ เจ้าอาวาสองค์ต่อมาคือ พระอธิการแบน ซึ่งในสมัยที่พระอธิการแบน เป็นเจ้าอาวาสนั้น นายจิม ซึ่งเป็นบุตรของนายโตกับอําแดงกลิ่น และเป็นหลานของจีนหยง กับอําแดงจั่น อยู่ที่คลองบ้านหมู่ แขวงเมือง จังหวัดฉะเชิงเทราได้บริจากที่ดิน ให้วัดสาวชะโงก เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ถวายวัดเพิ่มเติมอีกจํานวน ๔๘ ไร่ ๙๖ ตารางวา ทําให้วัดมีบริเวณกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ พระอธิการแบน ได้มรณภาพลง เจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ พระอธิการชื่น ซึ่งท่านได้แบ่งวัดออกเป็น ๒ คณะ พระอธิการชื่นเป็นผู้ปกครองดูแล คณะล่าง และ พระอาจารย์เหลือ นันทสาโร เป็นผู้ปกครองดูแล คณะบน และเป็นรองเจ้าอาวาส พระอาจารย์เหลือเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ทางด้านเจริญสมาธิ และวิปัสสนากรรฐาน ท่านชอบเดินธุดงค์วัตร และเป็นอาจารย์ที่มีวิชาทางด้านการทําปลัดขิก และเครื่องราง

ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านอธิการชื่น ได้มรณภาพ พระอาจารย์เหลือ จึงได้ดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา และในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้รับการเลื่อนสมรศักดิ์เป็นพระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ). ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตําบล และเป็นพระระงับอธิกรณ์ ในยุคพระครูนันทธีราารย์ (หลวงพ่อเหลือ). เป็นเจ้าอาวาสนั้น วัดสาวชะโงกมีความเจริญขึ้นมาก มีการจัดงานสมโภช ปิดทองรอยพระพุทธบาตจําลอง ตั้งแต่วันึ้น ๑๔ คํ่า ถึงวันแรม ๑ คํ่าเดือน ๔ เป็นประจําทุกปี มีประชาชนมานมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาตจําลอง และเที่ยวเตร่ในงานเป็นจํานวนมาก อีกทั้งทางวัดได้จัดให้มีการสอนพระธรรมวินัย และสร้างโรงเรียนประชาบาล จวบจนวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๘๘
เวลา ๐๔.๐๐ น. เศษ พระครูนันธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ). ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา สิริอายุ ๘๒ ปี ๖ เดือน ๑๑ วัน พรรษาที่ ๖๐ จากนั้นพระอธิการหงวน ได้เป็นเจ้าอาวาสแทน และอีก ๓ ปี ท่านก็มรณภาพด้วยโรคชรา ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้ง พระอธิการช้วน เป็นรักษาการเจ้าอาวาสอยู่ประมาณ ๒ ปี จากนั้นพระอธิการช้วนได้ลาสิกขาบทไป

ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ทางคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง พระอธิการจวน เป็นเจ้าอาวาส และต่อมาได้รับสมณะศักดิ์เป็น พระครูถาวรธรรมมานุวัตร (หลวงพ่อจวน ฐิตาจาโร). ต่อมาท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าคณะตําบลบางสวน มาในสมัยพระครูถาวรธรรมมานุวัตร ท่านได้ยุบคณะของวัดลงไม่ให้มีคณะบนและคณะล่างอีกต่อไป และได้สร้างกุฏิพระสงฆ์ทรงไทยและปรับปรุงสถานที่ต่างๆภายในวัด ใน พ.ศ. ๒๕๑๒ ทางวัดได้ทําการก่อสร้างอุโบสถ์ขึ้นใหม่ รวมทั้งทําการก่อสร้าง ฌาปนสถานด้วยคอนกรีต สร้างศาลาการเปรียญ และวิหาร มีการตัดเส้นทางคมนาคมเพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับทางจังหวัด และอําเภอ ตลอดจนตําบลต่างๆ ทําให้การคมนาคมสะดวกสบายขึ้นมาก ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ นายเฉลิม เดชสุภะพงษ์ ได้บริจาคที่ดินเพิ่มเติมให้แก่ทางวัดจํานวน ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา จวบจน พ.ศ. ๒๕๔๗ ท่านได้มรณภาพลง พระครูถาวรธรรมมานุวัตร (หลวงพ่อจวน). จึงนับได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสที่ทําคุณประโยชน์แก่ทางวัด และตําบลสาวชะโงกเป็นอเนกอนันต์ เจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ พระอธิการประเสริฐ ปัญญาวโร ท่านได้ครองวัดอยู่นาน ๖ ปี จึงมรณภาพลงใน พ.ศ. ๒๕๕๓ เจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ พระอธิการ ธีรศักดิ์ ฐาตุกาโม ซึ่งท่านได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ท่านได้ดําเนินการซ่อมแซมศาสนาสถานต่างๆภายในวัดที่ชํารุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลาให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นการสืบทอด และทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาต่อไป.


ประหวัดพระครูนันทธีราจารย์
(เหลือ รุ่งสอาด)

ตามเดิม เหลือ นามสกุล รุ่งสอาด เกิดวันที่ ๙ พ.ศ. ๒๔๐๕
สถานที่เกิด หมู่ที่ ๒ ตําบลบางเล่า อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
บิดาชื่อ นายรุ่ง รุ่งสอาด มารดาชื่อ นางเพ็ชร์ รุ่งสอาด
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาจํานวน ๘ คน ดังต่อไปนี้

๑. นายแดง รุ่งสอาด
๒. กํานันทอง รุ่งสอาด
๓. ผู้ใหญ่เงิน รุ่งสอาด
๔. นางนาค รุ่งสอาด
๕. นางมล รุ่งสอาด
๖. พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ)
๗. นายสา รุ่งสอาด
๘. นายปุ้ย รุ่งสอาด

ในเดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ นางนาค และนางมล พี่สาวของหลวงพ่อเหลือ ได้พายเรือพาหลวงพ่อเหลือข้ามฝั่งแม่นํ้าบางประกงจากบ้านที่ตําบลบางเล่า มายังวัดสาวชะโงก เพื่ออุปสมบท หลวงพ่อเหลือได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสาวชะโงก โดยมีพระอาจารย์ทอง วัดใหม่บางคล้า เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขิก วัดสาวชะโงก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ตามความตั้งใจของครอบครัว และพี่สาวทั้งสองยังเป็นโยมอุปฐากหลวงพ่อเหลือมาโดยตลอด

ด้านการศึกษา

พระครูนันทธีราจารย์(หลวงพ่อเหลือ). ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา ขอม บาลี และวิปัสสนาธุดงค์วัตรจากพระอธิการขิก จนแตกฉาน จากนั้นได้เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อดํา วัดกุฏี จังหวัดปราจีนบุรี และท่านยังได้เดินธุดงค์ไปยังป่าเมือง กาญจนบุรี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ เรียน วิชาอาคมกับหลวงพ่อยิ้ม วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนั้นแล้วหลวงพ่อเหลือท่านยังเป็นสหธรรมมิกกับหลวงพ่อนก วัดสังกะสี (วัดนาคราช) ลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน และได้มีการแลกเปลี่ยนวิชากัน โดยหลวงพ่อเหลือได้ให้วิชาทําปลัดขิกกับหลวงพ่อนก ส่วนหลวงพ่อนกได้ให้วิชาทําเสือกับหลวงพ่อเหลือ และหลวงพ่อเหลือยังเป็นสหธรรมมิกที่แนบแน่นกับหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ซึ่งทั้งสองท่านได้เดินทางไปมาหาสู่กันตลอด

วัตถุมงคลที่พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) จัดสร้างไว้

๑. ล็อคเก๊ตรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๗๕
๒. ล็อคเก๊ตรุ่นสอง พ.ศ. ๒๔๘๑
๓. ล็อคเก๊ตรุ่นสาม พ.ศ. ๒๔๘๔
๔. พระปิดตาไม้แกะ แกะด้วยไม้คูณ และไม้โพธิ์
๕. พระผงปิดตามือไขว้ หรือ เรียกว่า ปิดตามัดข้าวต้ม
๖. พระผงพิมพ์ พระคง มีหลากสี เขียว,ขาว,ดำ,แดง,ชานหมาก
๗. พระผงพิมพ์ เม็ดบัว มีหลากสี เขียว,ขาว,ดำ,แดง,ชานหมาก
๘. สีผึ้ง ค้าขาย แจกพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของ
๙. เสื้อยันต์ แจกสงครามอินโดจีน มีสีแดงกับขาว
๑๐. ผ้าประเจียด แจกไว้ผูกต้นแขน หรือติดบ้านเรือน
๑๑. ตระกรุดเพชรหลีก แจกสงครามอินโดจีน
๑๒. ตะกรุดจันตรี ปลุกวันจันทร์ ขึ้น ๓ คํ่า เดือน ๓ ด้วยนะโนพุธายะ ๑๐๘ คาบ
๑๓. ตะกรุดสาริกา ทําไว้เฉพาะสตรีคลอดบุตรยาก เด็กเล็กไว้แขวนคอ
๑๔. ตะกรุดไม้ไผ่ ทําเฉพาะผู้ที่ทํามาให้ท่านลง
๑๕. พระสมเด็จชานหมาก ทําไว้แจกเฉพาะลูกศิษย์คนสนิดที่มาช่วยงานในวัด
๑๖. ลูกอม แจกผู้ที่มาทําบุญและลูกศิษย์
๑๗. นางกวักไม้แกะ แจกพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของทางเรือ
๑๘. เสือแกะ แกะด้วยเขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี กระดูกช้าง
๑๙. ปลัดขิก ทําด้วยไม้คูณเป็นหลักปลุกเสกช่วงเข้าพรรษาจะมีคนเหลามาให้ท่าน ลงเป็นประจํา

1 ความคิดเห็น: